โทรทัศน์ ให้อะไรกับเด็กบ้าง

การดูโทรทัศน์เป็นกิจกวัตรประจำวันอย่างหนึ่งในครอบครัว เลือกใช้ โทรทัศน์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงลูก เพราะโทรทัศน์ดึงดูดความสนใจของเด็กได้ดี และสามารถตรึงให้เด็กนั่งนิ่งๆได้เป็นเวลานาน โดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กได้ซึมซับอะไรบ้างจากโทรทัศน์

บางคนอาจคิดว่าเด็กๆได้ดูโทรทัศน์แล้วได้เรียนรู้ข้อมูลข่าวสาร และมีความคิด กว้างไกลทันสมัย ทราบหรือไม่ว่าการดูโทรทัศน์นั้นไม่ต้องใช้สมองทำงานเด็กต้องดูเรื่องราวที่ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถหยุดเรื่องราวเพื่อคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรองถึงเหตุผล ซึ่งสิ่งนี้จะตรงกันข้ามกับการอ่านหนังสือที่สามารถหยุดเพื่อย้อนกลับมาอ่าน ใหม่เพื่อคิดไตร่ตรองได้ โทรทัศน์สร้างภาพ คำพูดและอารมณ์ให้รับรู้โดยไม่ต้องอาศัยการตีความ เพียงแค่นั่งลงและจ้องดู ในขณะที่การอ่านหนังสือจำเป็นต้องใช้จินตนาการสร้างภาพเองการอ่านจึงเป็น กิจกรรมที่ใช้สมองทำงานมากกว่าการดูโทรทัศน์


การแสดงออกของเด็กส่วนมากได้รับอิทธิพลมาจากสื่อ

เด็กดูโทรทัศน์ มากกว่าทำอย่างอื่น

เด็กใช้ชีวิตอยู่กับการดูโทรทัศน์ มากกว่าการทำกิจกรรมอื่น จนมีการเปรียบเทียบว่า เด็กใช้เวลาในการดูโทรทัศน์มากกว่าเวลาในการเรียนหนังสือในห้องเรียนเสียอีก กล่าวคือ เด็กใช้เวลาในการดูโทรทัศน์เฉลี่ยวันละ 6.1 ชั่วโมง หรือตลอดทั้งปี ใช้เวลาถึง 2,236 ชั่วโมง ในขณะเดียวกันใช้เวลาในห้องเรียนเพื่อเรียนหนังสือประมาณ 1,600 ชั่วโมง

ลองคิดง่ายๆ ในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง เด็กนอน 8 ชั่วโมง อยู่โรงเรียน 8 ชั่วโมง ดูทีวี 5 ชัวโมง เหลือเวลาอยู่กับพ่อแม่แค่ 3 ชั่วโมง นั่นก็หมายความว่าเด็กทุกวันนี้ถูกหล่อหลอมความคิดจิตใจจากสื่อมากกว่าพ่อ แม่เสียอีก

รายการโทรทัศน์มีอะไรให้เด็กดู

จากการสำรวจเกี่ยวกับรายการโทรทัศน์ ในแง่ของประชากรโดยรวมพบว่าคนส่วนใหญ่เลือกดูรายการบันเทิง ซึ่งก็ไม่แลปกเนื่องจากรายการโทรทัศน์ที่มีอยู่ในบ้านเราก็เน้นรายการบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ แทบว่าทุกช่องสถานีก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เช่น เกมส์โชว์ ละคร รายการเพลง

จากการสำรวจยังพบอีกว่ารายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศในบ้านเราในปัจจุบันมีสัดส่วนของรายการสำหรับเด็กเพียงร้อยละ 7.24 เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เด็กจึงหลีกเลี่ยงที่จะต้องดูรายการของผู้ใหญ่ ทั้งเนื้อหาและสาระในรายการนั้นมีความไม่เหมาะสมกับเด็กอยู่มากมาย

รายการโทรทัศน์ในปัจจุบัน

สำหรับรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กที่มีอยู่ทุกวันนี้ถูกกำหนดเนื้อหาโดยผู้ สนับสนุนรายการ ไปจนถึงการแอบแฝงโฆษณาสินค้าในรายการให้เด็กเกิดความเคยชินและความจงรัก ภักดีต่อสินค้านั้นๆและเมื่อต้องแข่งขันกันในตลาดธุรกิจโทรทัศน์เสรีเช่นนี้ หากเปรียบเทียบการผลิตรายการสำหรับเด็กและรายการสำหรับผู้ใหญ่แล้ว รายการสำหรับเด็กซึ่งผู้ผลิตต้องลงทุนเท่ากันแต่มีเงินทุนน้อยกว่า เพราะว่ามีสปอนเซอร์น้อยกว่า รวมไปถึงมีเรตติ้งน้อยกว่า

ผลกระทบจากโทรทัศน์ต่อเด็ก

โทรทัศน์จะมีผลกระทบต่อเด็กมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยได้แก่ จำนวนเวลาที่ดู อายุและพื้นฐานบุคลิกภาพของเด็ก การปล่อยให้เด็กดูคนเดียวหรือดูกับผู้ใหญ่ และพ่อแม่ได้พูดคุยอธิบายถึงสิ่งที่ได้เห็นในโทรทัศน์ให้ลูกเข้าใจหรือไม่

สถานการณ์ผลกระทบในเด็กไทย จากงานวิจัยของเอแบคโพลล์ในปี 2546 เรื่อง ผลกระทบสื่อโทรทัศน์ต่อเด็ก พบว่าพ่อแม่ผู้ปกครอง

สังเกตว่ารายการโทรทัศน์มีผลต่อพฤติกรรมของเด็กในระดับปานกลางค่อนไปทางมาก ตั้งแต่การซื้อสินค้าตามโฆษณา การเลียนแบบท่าทางในการ์ตูน การเลียนแบบทั้งการแต่งตัว คำพูดก้าวร้าว ใช้คำด่า ด้านความรุนแรง ชกต่อย ตบตี

นอกจากนี้ พ่อแม่ยังกังวลเรื่อง เซ็กส์ล้นจอ ซึ่งมาจากหนังต่างประเทศ ละครก่อนข่าว/หลังข่าว การ์ตูนญี่ปุ่น/ฝรั่ง มิวสิควีดีโอ และการแต่งตัวของพิธีกรตามลำดับ ซึ่งพฤติกรรมทางเพศที่มักพบในโทรทัศน์ที่จะส่งผลต่อเด็ก ได้แก่ การแต่งตัววาบหวิว ค่านิยมทางเพสที่ไม่เหมาะสม เช่น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ไปจนถึงฉากกอดจูบลูบคลำ

โทรทัศน์ ไม่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

ช่วงเวลา 0 – 6 ขวบ ถือเป็นช่วงวัยทองของสมองมนุษย์ ต้องการการกระตุ้น จากมนุษย์ด้วยกัน อันหมายถึงพ่อแม่ ผุ้เลี้ยงดู จะต้องสื่อสารกับเด็ก สนับสนุนเด็กให้เรียนรู้สิ่งรอบข้างตามธรรมชาติ ส่งเสริมพัฒนาการด้านการเล่น การอ่านหนังสือ การใช้หนังสือภาพ การพูดคุย “ไม่ควรให้เด็กดูโทรทัศน์ อย่าให้เด็กสนใจสื่อที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีชีวิต”

สิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้จากโทรทัศน์

ความรุนแรงมีการศึกษาวิจัยที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการดูทีวีที่มีเนื้อหาความรุนแรงกับพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็ก การดูความรุนแรงในโทรทัศน์จะทำให้เด็กเกิดการต่อต้านความกลัว ความกังวล เก็บกด ฝันร้าย นอนไม่หลับ และมีอาการผิดปกติจากความเครียด

เซ็กส์ โทรทัศน์ฉายภาพพฤตกรรมรักสนุกในเซ็กส์ของผู้ใหญ่ให้เด็กได้เรียนรู้ แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยง หรือผลที่ตามมาหลังจากมีเพศสัมพันธ์

สิ่งเสพติด ในทีวีมักฉายภาพดารานักร้องนักแสดงที่มีพฤติกรรมการเสพสิ่งเสพติด เช่น ดื่มเหล้ายามสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรือยามอกหัก ซึ่งเด็กๆจะซึมซับและเลียบแบบ เมื่อตนเองตกอยู่ในภาวะเช่นนั้น

โฆษณา ในระหว่างการดูโทรทัศน์ พบว่าคลื่นสมองจะเป็นอัลฟ่า หมายถึงเป็นช่วงเวลาที่สมองทำงานในด้านการรับรู้ การนิ่งเฉย ไม่ได้ใช้ความคิดเลย สมองจะปิดรับข้อมูล ซึ่งสิ่งนี้นับเป็นความต้องการของธุรกิจโฆษณาผลิตภัณฑ์ชั้นนำ 100 อันดับแรกเท่านั้น จากบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด 450,000 บริษัท หมายความว่า มีธุรกิจชั้นนำเพียง 100 แห่งเท่านั้นที่ตัดสินใจว่าเราควรดูอะไร

สิ่งดีๆก็มีในโทรทัศน์

สื่อโทรทัศน์ที่หลากหลายหากพ่อแม่ดูแลเอาใจใส่เวลาการดูทีวีของลูกอย่างใกล้ ชิดก็สามารถใช้ทีวีเป็นสื่อที่มีคุณประโยชน์สำหรับเด็กๆในเรื่องดังนี้

1. การนั่งดูโทรทัศน์เป็นกิจกรรมที่สมาชิกทุกวัยในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันได้
2. พ่อแม่ควรใช้โทรทัศน์เป็นตัวกระตุ้นให้เด็กฝึกหัดอ่านตามรายการโทรทัศน์จากหนังสือที่มีเนื้อเรื่องเหมือนกัน
3. รายการโทรทัศน์ที่ดีจะสอนเด็กให้เข้าใจถึงค่านิยมและบทเรียนในชีวิตที่สำคัญ
4. รายการโทรทัศน์มักจะนำเสนอเรื่องราวที่มีข้อขัดแย้งหรือประเด็นอ่อนไหวซึ่ง เป็นโอกาสที่พ่อแม่และลูกได้มีโอกาสอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้น
5. รายการโทรทัศน์ประเภทเพื่อการศึกษา เป็นสื่อในการเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและด้านสังคม
6. รายการข่าว เหตุการณ์รอบตัวและประวัติศาสตร์ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมผู้คนในสังคมอื่น
7. บางครั้งโทรทัศน์ก็ฉายหนังคลาสสิคดีๆ จากต่างประเทศ หรือหนังเก่าดีๆที่อาจไม่มีให้เช่าในร้านวีดีโอ
8. รายการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกของดนตรีและศิลปะ

อย่างที่รู้กันนะครับว่าทุกสิ่งบนโลกนี้ย่อมมีสองด้านเสมอแล้วแต่ว่าเราจะเลือกที่จะใช้ จะทำ จะนำไปปฏิบัติด้านไหนก็เท่านั้นเอง นึกย้อนกลับไปตอนที่เราเป็นเด็กสมัยนั้นเทคโนโลยีอะไรยังมีไม่มากมายเท่าปัจจุบัน เรายังคงคุ้นกับวัฒนธรรมการละเล่นเก่าๆที่บ่มเพาะให้พวกเราเติบใหญ่ได้เหมือนทุกวันนี้ ถึงกระนั้นในยุคสมัยปัจจุบันก็ใช่ว่าเด็กรุ่นใหม่จะไม่มีหนทางหรือทางออกซะทีเดียว ยังมีอะไรอีกมากมายที่จะช่วยให้พัฒนาการด้านสมองของเขาได้พัฒนาได้อย่างไม่หยุดนิ่ง ผู้ที่จะมีส่วนทำให้พวกเขาฉลาดนั้นต้องแน่นอนอยู่แล้วคือ พ่อแม่ คนดูแลเด็ก ครู อาจารย์ ที่จะมีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็ก

ประเด็นนี้ทำให้เราทราบว่า การที่จะทำให้เด็กฉลาดนั้น อยู่ที่ “การจัดกระบวนการเรียนรู้” สำหรับเด็ก ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กเป็นสำคัญ

ความเป็นจริงทางประสาทวิทยาเผยให้รู้ว่า ในวัย 2- 3 ขวบแรกของชีวิต เด็กตัวเล็กๆ มีความสามารถที่จะเรียนรู้เกือบทุกสิ่งทุกอย่างได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่รู้ตัว ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน และกระหายที่จะเรียนรู้วิชา ทักษะ ไปพร้อมกับการละเล่นต่างๆอย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งหากการเรียนรู้นี้เกิดขึ้นในวัยเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก บางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่สามารถทำได้เลย

กระบวนการพัฒนาสมอง ที่ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ และจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับการพัฒนาสมองเด็กได้ อยากจะขอแยกเป็นประเด็นหลักๆดังนี้ครับ

- เล่นเพลินๆ…สมองพัฒนา
- ดนตรี ลีลา พัฒนาสมอง
- นิทาน สร้างความฉลาด

เล่นเพลินๆ…สมองพัฒนา

สำหรับเด็ก “การเล่น” คือ การเรียนรู้ครับ การเล่นทำให้สมองเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นกับประสบการณ์และสิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่สองได้รับ การเล่นของเด็ก จะเป็นการกระตุ้นสมองโดยตรง เด็กจะได้ฝึกใช้ความคิดต่างๆ เช่น การแก้ปัญหา จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ เด็กก็จะคิดแก้ปัญหาเป็น มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มีงานวิจัยของ Kotulax ในปี พ.ศ. 2539 ได้นำเด็กมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่พร้อมทั้งของเล่นเพื่อนเล่น อาหารดี เรียนรู้สิ่งต่างๆและการละเล่น พบว่า มีไอคิวมากกว่าอีกกลุ่มที่ตรงกันข้ามและสมองมีการทำงานมากขึ้น (ยืนยันจากเครื่องตรวจสมอง) และเขากล่าวว่า ไอคิวสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่า 20 แต้มได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการกระตุ้นต่างๆ หลักง่ายๆ สำหรับการเล่นของลูกที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ควรใส่ใจ คือ

ของเล่น ที่เลือกให้ลูกควรมีความหลากหลาย เหมาะกับวัย และพัฒนาการของลูกรวมถึงเรื่องความปลอดภัยด้วยนะครับ ส่วนความหลากหลายนี้ไม่ได้จำกัดแค่ชนิดของการเล่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงของเล่นที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นได้หลากหลาย เพราะนั่นเท่ากับ เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองเล่นวิธีใหม่ๆ ได้ลองผิดลองถูก นั่นหมายความว่า สมองเด็กกำลังทำงาน

ของเล่นที่เข้าลักษณะอย่างที่บอก เช่น ชุดหม้อข้าวหม้อแกง ชุดของเล่นประกอบการเล่นบทบาทสมมุติ บล็อกตัวไม้ ตัวต่อเลโก้ เป็นต้น

เล่นกลางแจ้งต้องไม่ขาด เด็กในเมืองที่มีของเล่นราคาแพง มีเครื่องเล่นชั้นดี ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เด็กได้รับการพัฒนาได้ครบ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆที่ต้องการพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ การได้ออกไปวิ่งเล่น เล่นเครื่องสนามเป็นประจำ จะช่วยให้ลูกได้พัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ซึ่งนั่นหมายถึง สมองส่วนควบคุมกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวก็ได้พัฒนาไปด้วย

พ่อแม่ คือ เพื่อนเล่นและเป็นของเล่นชั้นดีให้กับลูกได้ การที่พ่อแม่ได้ร่วมเล่นกับลูก จะทำให้ลูกรู้สึกสนุก กระตือรือร้น มีสมาธิกับการเล่น และลูกยังได้ความภูมิใจ ความสุขที่มีพ่อแม่อยู่ด้วย ดังนั้นในโรงเรียนและศูนย์เลี้ยงเด็ก บทบาทของครูและพี่เลี้ยงเด็กก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับพ่อแม่ของเด็กครับให้ อิสระในการเล่นกับเด็ก ให้เด็กได้จัดการการเล่นด้วยตนเอง อย่าไป กะเกณฑ์กับลูกมากเกินไป ให้ลูกได้ทดลองหาวิธีเล่นด้วยตัวเขาเอง แล้วเราจะพบว่า เด็กทำได้ดีและสนุกกับการค้นคว้าหาวิธีการเล่นใหม่ๆ

ดนตรี ลีลา พัฒนาสมอง

จังหวะ ท่วงทำนอง ความถี่ของดนตรี มีผลต่อการเชื่อมต่อกันของเส้นใยประสาท ซึ่งการเชื่อมต่อของใยประสาทนี้ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อการพัฒนาเครือข่ายสมองเด็กมากเท่านั้น นอกจากนี้ คุณทราบมั้ยครับว่า ดนตรี ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ ทำให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และดีต่อสุขภาพใจของลูกด้วยครับ

ดนตรีเป็นเรื่องของเสียง ซึ่งเสียงของดนตรี จะมีความพิเศษกว่าเสียงอื่นๆ เพราะเสียงดนตรีจะมีระดับของความถี่ที่แตกต่างกัน ทำให้มีความหลากหลายของคลื่นเสียงมากกว่าเสียงชนิดอื่น และคลื่นของความถี่ที่หลากหลายเหล่านี้ก็จะไปสอดคล้องกับทฤษฎีทางด้านการ พัฒนาการของสมองที่ว่า สมองจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อถูกกระตุ้นในจังหวะแรกๆของชีวิต เพราะฉะนั้นถ้าต้องการกระตุ้นการฟังให้ได้เสียงครบทุกย่านความถี่ก็ ต้องกระตุ้นด้วยความถี่ที่หลากหลาย

เคยอ่านเจอในงานเขียนชิ้นหนึ่งบอกว่า เสียงบรรเลงจากเครื่องดนตรีทางภาคอีสาน น่าจะสามารถที่จะช่วยให้เด็กพัฒนาสมองมากที่สุด

นิทานสร้างความฉลาด

มีคนบอกว่า “อยากให้ลูกฉลาดต้องเล่านิทานให้ลูกฟัง” เป็นคำกล่าวที่เป็นความจริง ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าอยากให้ลูกฉลาด พ่อแม่ต้องเล่านิทานให้ลูกฟังเป็นประจำ เพราะภาพและตัวหนังสือ บนหนังสือนิทาน คือ ภาษาอย่างหนึ่งครับ

เด็กมักจะมีคำถามและอยากให้พ่อแม่เล่าซ้ำ ยิ่งได้ถามมาก ฟังมาก ก็ยิ่งจะเพิ่มพูนความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

การที่พ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง ลูกจะได้เรียนรู้เรื่อง ภาษาไปด้วยในตัว เพราะลูกได้ฟังทั้งรูปประโยค บทสนทนา การใช้ภาษาโต้ตอบ ด้วยความสนุกสนาน ซึ่งจะทำให้จำแม่นขึ้น

การที่ลูกได้ฟังเรื่องซ้ำๆหลายๆครั้ง จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในเรื่องราวมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นขั้นแรก ของการฝึกให้มีความคิดรวบยอดและการจับประเด็น เพราะความที่จำได้ทั้งเรื่องจะทำให้ลูกเห็นภาพรวมของเรื่องทั้งหมด ความอยากรู้อยากเห็นของลูกจะทำให้ลูกมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องที่ฟัง ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะในการฟัง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ภาษา

เสียงเล่านิทานของพ่อแม่จะส่งเสริมให้ลูกสร้างจินตนาการ เป็นภาพไปทุกช่วงของเรื่อง ภาพเหล่านี้จะเกิดจากประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมของลูกบวกกับจินตนาการใหม่ที่ลูกสร้างขึ้นเอง ทำให้เกิดการรับรู้ใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

บทสรุปหรือคติในนิทานจะช่วยขยายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรับรู้ภาษา ของลูกยิ่งขึ้นไปอีก

นิทานช่วยปลูกฝัง นิสัยรักการอ่านซึ่งเป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญอีกขั้น ที่สำคัญที่สุด ความใกล้ชิดและความรู้สึกร่วมระหว่างพ่อแม่ผู้เล่ากับลูกซึ่งเป็นผู้ฟัง เป็นบรรยากาศที่ดีที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของลูกอย่างยิ่ง

คุณครูและผู้เลี้ยงดูเด็ก ทำหน้าที่ บทบาทของพ่อแม่ของเด็กในขณะที่เด็กอยู่ในสถานเลี้ยงดูเด็ก กระบวนการต่างๆก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี

แต่ก็อย่าลืมว่า ไม่เฉพาะ 3 ประเด็นหลักที่ได้กล่าวมาเท่านั้นนะครับ ที่จะช่วยในกระบวนการพัฒนาสมองเด็ก ยังมี เรื่องของ อาหาร นมแม่ การออกกำลังกาย การพักผ่อนนอนหลับ การป้องกันความเครียด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาสมองเด็ก ทั้งนั้น

ร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อสิทธิของเด็กนะครับ

เคล็ดลับการดูทีวีของลูกวัยเรียน

ิbaby

เคล็ดลับการดูทีวีของลูกวัยเรียน (Lisa)

1. ดูทีวีกับลูก ใช่จะมีแต่ข้อเสีย แต่ถ้ารู้จักเลือก ทีวีก็มีข้อดีอยู่ไม่น้อยในแง่ของการเรียนรู้และเปิดโลกกว้าง การดูทีวีกับลูกช่วยให้คุณเลือกรายการที่ดีและเหมาะสมให้กับเขา รวมทั้งอธิบายและตอบคำถามที่เขาสงสัยระหว่างการดูได้ด้วย

2. จำกัดชั่วโมงการดู สัก 1-2 ชั่วโมงต่อวันก็เพียงพอแล้ว และยึดตามนี้อย่างเคร่งครัด

3. เอารีโมตไปซ่อน เพื่อไม่ให้ลูกกดปุ่มเลือกรายการไปเรื่อย ๆ แต่จำกัดเขาเฉพาะรายการที่คุณอยากให้ดูเท่านั้น

4. ไม่ตั้งทีวีไว้ในห้องนอนลูก ที่ถูกแล้วลูกควรดูทีวีร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว

5. อัดรายการไว้แล้วดูทีหลัง ถ้าเป็นไปได้คุณอาจจะอัดรายการต่าง ๆ ไว้ แล้วคัดสรรก่อนจะเปิดให้ลูกดู หรือถ้ามีเวลายังอาจเตรียมตัวสำหรับการพูดคุยกับลูกก่อนเปิดให้เขาดูได้

เรื่องราวผู้หญิง ความสวยงาม แฟชั่น ความรัก มากมาย คลิกเลย

โทษภัยของการดูทีวีมากจนเกินไป

แม้โลกจะก้าวไปสู่สังคมสารสนเทศหรืออินเตอร์เน็ตแล้วก็ตาม แต่โทรทัศน์หรือทีวียังคงเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากสำหรับคนทุกเพศทุกวัย และด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมที่กระจายไปคู่กับทีวี ยิ่งทำให้ “วัฒนธรรมทีวี” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวโลกไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นห่วงสำหรับคนยุคใหม่ก็คือ ปัจจุบันเด็กทั่วโลกต่างเกิด เติบโต และตกอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมทีวีที่ถือเป็นสิ่งแวดล้อมและสื่อการเรียนรู้ของ เด็ก นั่นคือเด็กส่วนใหญ่จะใช้เวลากับการดูโทรโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ประมาณ 3-5 ชั่วโมงต่อวัน และอิทธิพลจากการดูทีวีนี้เองได้นำไปสู่ผลกระทบต่อเด็กทั้งด้านบวกและลบ ซึ่งข้อมูลจากการวิจัยของบางประเทศ ได้ชี้ให้เห็นความเสี่ยงและปัญหาอันเกิดจากผลกระทบของสื่อทีวีในหลายๆ เรื่อง อาทิ

- เรื่องเพศ ประเด็น “เปลือยโป๊ โชว์เซ็กส์” ดูเป็นเนื้อหาที่เด็กต้องเสี่ยงเจออยู่บ่อยครั้ง งานวิจัยจำนวนมากได้ชี้ให้เห็นว่า อิทธิพลของทีวีมีผลต่อการบ่มเพาะค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศ ข้อมูลจากการศึกษาในสหรัฐชี้ว่า วัยรุ่นที่มีความถี่ในการรับสื่อเรื่องเพศสูงในระดับเปอร์เซ็นต์ไทส์ที่ 90 มีโอกาสมีเพศสัมพันธ์สูงกว่ากลุ่มที่มีความถี่ในการรับสื่อเรื่องเพศต่ำในระ ดับเปอร์เซ็นต์ไทส์ที่ 10 ถึงสองเท่าตัว

ขณะที่ในปี 1997 งานของ Kaiser Family Foundation ได้วิเคราะห์เนื้อหารายการพบว่า ในขณะที่ 2 ใน 3 ของภาพยนตร์และรายการบันเทิงเหล่านี้ จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ แต่มีเพียงร้อยละ 10 ของเนื้อหานี้เท่านั้น ที่มีนัยเกี่ยวกับการมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัย หรือผลร้ายของการมีเซ็กซ์แบบไม่รับผิดชอบ

นอกจากนี้การรับสื่อที่ยั่วยุทางเพศบ่อยๆ ยังจะส่งผลให้วัยรุ่นพัฒนาความเชื่อและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมผิดๆ เกี่ยวกับการแสดงออกทางเพศ เช่น เชื่อว่าเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมหมกมุ่น หรือเชื่อเกินความเป็นจริงเกี่ยวกับอัตราความถี่ของการมีเซ็กส์ของคนในสังคม ตลอดจนความเชื่อว่าเซ็กส์ไม่มีความสัมพันธ์ต่อสถานภาพการแต่งงาน

- เรื่องความรุนแรง หรือ “โหด มันส์ เหี้ยม” ดูจะเป็นความบันเทิงประจำวันที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก ในสหรัฐอเมริกามีงานวิจัยถึงกว่า 600 ชิ้นในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความรุนแรงในสื่อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่เข้าถึงเด็กได้มากที่สุดว่า มีความสัมพันธ์สูงต่อการมีทัศนคติที่ก้าวร้าวต่อผู้อื่นหรือต่อต้านสังคม การเพิกเฉยหรือยอมรับการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา และการเครียดหรือหวาดวิตกต่อการถูกทำร้าย

ข้อมูลจากสถิติในสหรัฐอเมริกายังพบว่าร้อยละ 86 ของอาชญากรทางเพศมีการเสพสื่อลามก (หนังโป๊/หนังสือโป๊) เป็นประจำ ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาประวัติของอาชญากรข่มขืนต่อเนื่อง (serial rapist) พบว่าเกือบทั้งหมดมีประวัติการเสพสื่อลามกมาตั้งแต่เล็ก

ในปี 1983 รัฐเนวาดา และอลาสก้า มีสถิติจำนวนผู้ซื้อสื่อลามกเช่นหนังโป๊หรือหนังสือโป๊ไปดูมากที่สุดในสหรัฐ และทั้งสองรัฐนี้ก็มีสถิติการข่มขืนมากที่สุดในประเทศด้วย มีการประมาณการณ์ว่า ตลอดช่วงชีวิตของเด็กอเมริกันทั่วๆ ไปคนหนึ่ง เขาจะได้เป็นพยานของความรุนแรงในโทรทัศน์มากมาย กล่าวคือ ฆาตกรรมจำนวน 8,000 ครั้ง และความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ อีก 100,000 ครั้ง

- เรื่องสุขภาพ ทั้ง “อ้วน-ผอม” เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่สอดแทรกมากับโฆษณา การดูโทรทัศน์มากเกินไปยังนำไปสู่การบริโภคเกินความจำเป็น ในสหรัฐพบว่า โดยเฉลี่ยเด็กอเมริกันจะดูโฆษณามากกว่า 20,000 ชิ้นต่อปี โดยร้อยละ 60 เป็นโฆษณาอาหารเสริม ลูกอม หรืออาหารที่ไม่ได้เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

ส่วนในรายงานจากผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน ซึ่งศึกษาพฤติกรรมเด็ก 15,000 คนในประเทศตะวันตกต่างๆ โดยเน้นที่ประเทศเยอรมนี ระบุว่า การดูโทรทัศน์มากเกินไปเป็นสาเหตุให้คนเยอรมันเสียชีวิตถึงปีละ 20,000 คน จากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูงและโรคเบาหวาน ซึ่งนับวันเด็กกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วย เหตุดังกล่าวสูงขึ้นด้วย

- เสี่ยงต่อสมองฝ่อ ความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดประการหนึ่งคือผลกระทบของทีวีที่มีต่อ “พัฒนาการทางสมองของเด็ก” ซึ่งดูจะเป็นความเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสมองและพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กเล็กได้ชี้ว่า การดูโทรทัศน์จะมีผลต่อการเจริญเติบโตพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะกระบวนการเรียนรู้ เด็กที่ดูโทรทัศน์มากๆ จะขาดการเล่นที่มีส่วนสําคัญต่อพัฒนาการของเด็ก

การดูโทรทัศน์ยังทําให้เด็กไม่ทำอย่างอื่นที่ควรจะทําในช่วง เวลานั้นๆ ในขณะที่เด็กที่ไม่ได้ติดโทรทัศน์จะใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และพัฒนาทักษะทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เด็กที่ติดโทรทัศน์มากเกินไปกลับจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์แปรปรวน ขี้โมโห ค่อนข้างเครียดง่าย ที่สำคัญการดูโทรทัศน์มากเกินไป หรือดูอย่างไม่เหมาะสมย่อมส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ของ เด็กได้เช่นกัน
งานวิจัยด้านพัฒนาการของเด็กพบว่า ในช่วงที่เด็กอายุ 1-3 ขวบถ้ามีการดูทีวีมากเกินไปจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ ในการเรียนเมื่ออายุ 7 ขวบ และเด็กที่ดูทีวีตั้งแต่ 10 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์จะมีผลกระทบต่อสัมฤทธิ์ผลด้านการอ่านของเด็ก
ในส่วนของประเทศไทยเรา ดูเหมือนเด็กๆ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มาจากทีวีไม่ต่างจากนานาประเทศ ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปี 2546 ระบุว่าเด็กดูโทรทัศน์มากถึงวันละ 3-5 ชั่วโมง และคนส่วนใหญ่เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดูโทรทัศน์ ได้แก่ มีการกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบในเรื่องเซ็กส์และความรุนแรง ชีวิตถูกบ่มเพาะด้วยความฟุ่มเฟือย โดยโฆษณาทีวีจะเป็นตัวกระตุ้นการใช้จ่าย

บนความเสี่ยง ที่ต้องช่วยกันดูแลเด็กๆ

แม้ความรู้เกี่ยวกับอิทธิพลและผลกระทบของทีวีที่มีต่อเด็กๆ ได้ชี้ให้เห็นความเสี่ยงและ “ภัยเงียบ” ของทีวีที่มาในหลายลักษณะ แต่กระนั้นท่ามกลางความเสี่ยงที่เด็กต้องเผชิญ การปิดทีวีในยุคที่เด็กถูกโอบล้อมด้วยวัฒนธรรมทีวีคงมิใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญแม้ทีวีจะอาจเป็นสื่อที่ซ่อนภัยร้าย แต่ในอีกทางหนึ่งหากปฏิวัติวัฒนธรรมทีวีเสียใหม่ให้สร้างสรรค์ ก็สามารถสร้างคุณประโยชน์ต่อการเรียนรู้เด็กได้ไม่น้อยเช่นกัน

งานวิจัยมากมายทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศได้ทำการวิจัย โดยผลการศึกษาสรุปว่า ทีวี/โทรทัศน์น่าจะถือได้ว่าเป็นสื่อช่วยการเรียนรู้ของเด็กหรือผู้ชมได้ เพราะขณะที่ชมรายการทีวีอยู่นั้น สมองของผู้ชมจะทำงานอย่างว่องไวไม่ต่างจากเวลาที่อ่านหนังสือ ฉะนั้นรายการต่าง ๆ ในทีวีผู้ชมเป็นคนเลือกที่จะเปิดรับเนื้อหาให้เข้าสู่สมอง โดยผ่านทางประสาทตาของผู้ชม ถ้าผู้ชมมีวิจารณญาณในการเลือกรับว่ารายการใดให้ประโยชน์เกิดการพัฒนาความ คิด หรือได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ หรือความเป็นไปในสังคม และรายการทีวีก็จะเป็นสื่อสำคัญที่เด็กสามารถเลือกชมได้อย่างสนุกสนานและมี สาระไปพร้อมกัน

ดังที่งานวิจัยหลายชิ้นจึงมีข้อเสนอคล้ายๆ กันว่าพ่อแม่ควรจํากัดเวลาการดูทีวีของลูกให้มีแค่ 1 – 2 ชั่วโมงต่อวัน และควรกําหนดรายการทีวีที่ลูกจะดูด้วย ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทางลบของการดูทีวีลงได้มาก และด้วยความเข้าใจดังกล่าว จึงจะเห็นได้ว่าในนานาประเทศเขาต่างก็ให้ความสำคัญที่จะปกป้องเด็กๆ จากทีวีด้วยมาตรการหลายรูปแบบ ทั้งในแง่การมีนโยบายเกี่ยวกับการดูแลกำกับสื่อโทรทัศน์หรือทีวีสำหรับเด็กๆ อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกามีกฎหมายของรัฐบาลกลางว่าด้วยการสื่อสารแห่งชาติ ค.ศ. 1996 ได้ระบุเอาไว้ว่าหลังจากกฎหมายฉบับนี้มีผลครบสองปีแล้ว ให้มีการผลิตเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า V-chip เพื่อใช้เป็นเครื่องมือของพ่อแม่ในการควบคุมว่า จะตัดรายการโทรทัศน์ใดจากการเข้าถึงของเด็กๆ

นอกจากนี้ทั้งในสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนนาดา ต่างก็มีระบบ Rating มาใช้กำหนดมาตรฐานเนื้อหารายการโทรทัศน์สำหรับเด็กด้วย และยังมีมาตรการอื่นๆ ในการดูแลเรื่องเหล่านี้อีกมากมาย ซึ่งอย่างน้อยที่สุด นอกจากจะเป็นการป้องกันภัยเงียบเหล่านี้แล้ว ยังเท่ากับไม่เป็นการปิดกั้นโอกาสต่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการเรียนรู้ดีๆ ที่มากับรายการดีๆ สำหรับเด็กด้วยเช่นกัน         ในบ้านเราเอง ปัจจุบันนับว่ามีกระแสความเคลื่อนไหวที่ดีที่หลายฝ่ายหันมาใส่ใจเรื่องสื่อ ทีวีเพื่อเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการ ที่จะทำให้สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อการศึกษาที่ดี สร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน การผลักดันให้มี “นโยบายสื่อเพื่อเด็ก” ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องการจัดผังเวลาให้กับรายการเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก หรือการส่งเสริมและรณรงค์ครอบครัว ชุมชน หรือผู้ชมมีการจัดตั้งองค์กรที่สามารถเข้ามาดูแลรายการโทรทัศน์ มีสิทธิ์มีเสียงที่จะเสนอ หรือประเมินคุณภาพรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อเพื่อเด็กในมิติวัฒนธรรม ซึ่งความเคลื่อนไหวและการรวมพลังกันของทุกฝ่ายที่กล่าว ก็อาจเป็นวิธีที่สำคัญจะทำให้ลูกหลานได้บริโภคสื่อดีๆ ได้มากขึ้น และลดความเสี่ยงกับสิ่งไม่พึงประสงค์ที่มาพร้อมกับรายการทีวีที่เด็กดู

อย่างไรก็ตาม พลังดังกล่าวจะมีมากหรือเข้มแข็งเพียงใด ก็คงต้องหันกลับมาถามพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคนในวันนี้ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การสร้างวัฒนธรรมทีวียุคใหม่ที่ไม่ครอบงำเด็กอย่างที่ ผ่านมา หากแต่เป็นวัฒนธรรมการสื่อสาร ศึกษาและเรียนรู้ (ทันทีวี/ทันสื่อ) เพื่ออนาคตเด็กและอนาคตสังคมไทย

ประโยชน์ของการดูทีวี

การดูทีวีให้ประโยชน์หลายด้าน หลายท่านที่ยังให้ลูกๆดูทีวีอยู่เป็นประจำคงทราบประโยชน์ของมันอยู่แล้ว  แต่สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ  จะขอรวบรวมมาเล่าให้ฟัง อาทิเช่น

  1. ทีวีช่วยให้พ่อแม่ มีเวลาไปทำอย่างอื่น พ่อแม่อยากจะทำแต่งาน อยากจะไปเที่ยวสังสรรค์ ไปช้อปลดราคาตามห้างให้เพลิดเพลิน ไม่ต้องมาเสียเวลาทำกิจกรรมกับลูก  ปล่อยให้ทีวีช่วยตรึงเด็กให้อยู่นิ่ง ไม่ซน ไม่เรียกร้องอยากไปไหน   มือไม้เท้าแขนและร่างกายไม่ต้องเคลื่อนไหว ถึงเวลาอาหารก็ให้แม่บ้านนำจานข้าวมาส่งให้ที่หน้าจอ
  2. หรือถ้าจะต้องหาโปรแกรมไปข้างนอก  ทีวีก็จะมีโปรแกรมชี้นำและรายการสินค้าหลากหลายให้ไปหาซื้อ ชักชวนให้เด็กไป
  3. ทีวีมีอาหารเมนูเด็ด ที่คอยกระตุ้นให้เด็กจำได้ตลอดเวลา ร้านไหนอร่อยยังไง  เบอร์โทรเบอร์อะไร เด็กจำได้หมด  โดยเฉพาะเมนูอาหารฟาสฟู๊ดฝรั่งที่เด็กจำได้ดี พ่อแม่ไม่ต้องเหนื่อยยากหุงหาอาหารหรือนึกเมนูให้ลำบาก
  4. ทีวีมีความรู้สำเร็จรูป ป้อนให้เด็กถึงบ้าน ไม่ต้องไปค้นหาด้วยตัวเอง  ไม่ต้องไปเสียเวลาเรียนรู้  ไม่ต้องไปหาอ่านจากหนังสือหรือเสียเวลาฝึกปรือทักษะใดๆของตัวเอง  ไม่ต้องเรียนรู้จากของจริงในธรรมชาติให้เหนื่อยยาก
  5. ทีวีมีความบันเทิงหลากหลาย การ์ตูนสารพัดเรื่อง เกมโชว์เช้ายันค่ำ และยังละครหลายรสชิงรักหักสวาท ล้นจอ  เด็กๆได้เสริมสร้างจินตนาการ  เอาชีวิตในละครมาผสมผสานลอกเลียนใช้ในชีวิตจริง
  6. สายตาเด็กจับจ้องอยู่กับทีวีตลอดเวลา โดยเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์  ทำให้ตานิ่ง  หูฟัง ไม่ต้องพูดไม่ต้องคุยกับใครๆ  ฝึกพูดไปกับทีวี ด้วยศัพท์แสงหลากหลาย เก็บเอาไปใช้กับเพื่อนๆ  ไม่ให้เชยหรือล้าหลังเด็กคนอื่นๆ
  7. พ่อแม่เด็กไม่ต้องห่วงว่าเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่บ้านแล้วเด็กจะขาดแบบอย่าง  ในทีวีมีแบบอย่างให้เด็กเลียนแบบยึดถือปฎิบัติตามมากมาย ทั้งนักร้องดารา การแต่งกาย  เด็กเล็กจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้เร็ว ทั้งการทำท่าทางแบบดารานักร้อง การเต้น การแต่งตัว เนื้อเพลงรักๆใคร่ที่เด็กฟังอยู่ทั้งวัน เด็กเล็กก็จะดูคล้ายผู้ใหญ่ มีความต้องการต่างๆแบบผู้ใหญ่ เด็กจะเป็นคนทันสมัยรู้จักอุปกรณ์สารพัดไฮเทค จะได้บอกพ่อแม่ได้ถูกว่าอยากมีนั่นมีนี่ให้ไม่ตกเทรนด์

นี่เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่งในหลายๆข้อที่ได้รวบรวมไว้  ซึ่งเราสามารถส่งเสริมให้ลูกเราดูทีวีให้มากๆ เป็นกิจวัตรประจำวันได้โดยการ

  1. จัดพื้นที่ที่บ้านให้สะดวกและเอื้ออำนวยต่อการชมทีวี
  2. จัดที่นั่งให้นั่งสบาย สามารถนั่งได้นานๆไม่เบื่อไม่เมื่อย
  3. อาจตั้งทีวีไว้ในจุดที่ ครอบครัวมักมานั่งรวมกันเป็นประจำเช่นห้องพักผ่อนหรือรับแขก  เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรายการทีวีแม้แต่รายการเดียว
  4. หรือจัดทีวีไว้ในห้องนอนของลูกเลย เพื่อที่เด็กจะได้เลือกชมได้ตามอัธยาศัย
  5. ถ้ารายการจากฟรีทีวียังไม่จุใจเด็ก  ก็สมัครใช้เคเบิลทีวี  ที่มีช่องอีกหลายสิบช่องทั้งวันทั้งคืน มีการ์ตูนทั้งวัน และความรู้สำเร็จรูป

แต่สำหรับหลายๆท่าน ที่เห็นว่าประโยชน์ตามที่พูดถึงข้างต้น ไม่ได้เป็นประโยชน์ที่ท่านและลูกต้องการ  ท่านเห็นว่ามันเป็นโทษมากกว่า  ก็ขอให้ท่านอย่าทำตาม